joom

joom December 15, 2020

จากความเข้าใจโดยปกติแล้วช่วงที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มักจะเป็นช่วงที่ไม่มีประจำเดือนเท่านั้น ส่วนช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนคือช่วงที่ไข่ที่ตกมาจากรังไข่ได้ฝ่อลงไปที่ผนังมดลูกและกลายเป็นเลือดออกมาในทุก ๆ เดือนระยะการมีประจำเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 7 วันแล้วแต่ความสมบูรณ์และลักษณะเฉพาะของร่างกายแต่ละคน ซึ่งไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เคยมีข่าวที่บางคนสามารถท้องได้แม้จะมีประจำเดือนทำให้หลายคนตั้งคำถามและสงสัยกันอีกครั้งว่า ผ่าไฟแดง มีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีประจำเดือน ผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่? คำตอบง่าย ๆ เลยว่าได้ ผู้หญิงสามารถมีประจำเดือนได้แต่จากสองกรณีเท่านั้นนั่นคือ คำตอบ ผ่าไฟแดง ท้องหรือไม่ 1. ในช่วงการตกไข่จะเป็นก่อนการมีประจำเดือนจริง แต่หลายคนเริ่มงงแล้วว่าช่วงตกไข่ก็คือช่วงที่ไม่มีประจำเดือน คือไม่มีเลือดออกมา แต่ความเป็นจริงแล้วในหญิงวัยรุ่นหลายคนขณะที่ไข่ตกก็สามารถมีเลือดได้ด้วยเช่นกัน ทว่าเราอาจคิดว่านี่แหละคือประจำเดือนตอนที่ไข่ของเราฝ่อแล้วแต่แท้จริงกลับเป็นช่วงที่ไข่สุกเต็มที่ต่างหาก ดังนั้นการ ผ่าไฟแดง มีเพศสัมพันธ์ในช่วงวันแรก ๆ ที่เรารู้สึกว่ามีประจำเดือนจริงเป็นเหตุให้ผู้หญิงเรามีโอกาสท้องได้เลยล่ะ เพื่อความปลอดภัยก็ความที่จะรับประทานยาคุมหรือใส่ถุงยาอนามัยให้เรียบร้อยแม้ว่าจะมีประจำเดือนก็ตาม 2. ในช่วงหลังจากที่ประจำเดือนหมด เป็นเรื่องกลไกของร่างกายเราที่หลายคนไม่ทราบอีกเช่นกันว่าระยะตกใข่ของคนเราสามารถตกหลังจากการมีประจำเดือนได้ด้วยเช่นอาจจะวันหรือสองวันหลังจากที่เราประจำเดือนหมดไปและพบว่ามีประจำเดือนมาอีกครั้งแต่มาแบบเล็กน้อย ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ประจำเดือนแต่เป็นการตกไข่ของเรานั่นเอง นั่นจริงเป็นเหตุที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนพลาด ผ่าไฟแดง เพราะคิดว่าเลือดที่ออกมานั้นเป็นประจำเดือนและไข่ได้ฝ่อไปแล้วนั่นเอง ที่สำคัญเลยผู้หญิงเราควรรู้ว่าตัวอสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ในตัวเราได้นานประมาณ 2-5 วัน ดังนั้นหากมีเพศสัมพันธ์หลังจากที่มีประจำเดือนในวันท้าย ๆ ทว่าไข่ของเรากลับตกเร็ว คือตกหลังจากประจำเดือนหมดประมาณ 2 – 5 วันเราก็มีโอกาสท้องได้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้จากคำถามที่ว่า ผ่าไฟแดง มีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่มีประจำเดือนผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่? ก็คงต้องย้ำอีกครั้งว่ามีโอกาสพอสมควรเลยล่ะ ยิ่งถ้าใครที่มีวันไข่ตกไม่ตรงกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เป็นไปได้ว่าการใช้เวลานับวันไม่สามารถช่วยได้ […]

joom December 13, 2020

เป็นเรื่องปกติที่ตัวคุณพ่อและคุณแม่ก่อนการตั้งครรภ์ต้องตรวจโรคร้ายต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนเพราะ โรคบางอย่างเป็นกรรมพันธ์และมีโอกาสอย่างมากในการติดต่อจากเชื้อของพ่อแม่สู่ลูกหลานได้ ยิ่งบางคนที่เป็นพาหะยิ่งน่ากลัวเพราะโรคที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดที่ตัวเองแต่ตัวเรากลับเป็นพาหะที่สามารถนำโรคเหล่านี้ไปสู่ตัวลูกได้แบบไม่รู้ตัว เป็นเหตุให้ยุคนี้มีการตรวจโรคก่อนการวางแผนจะมีบุตรนั่นเอง เรามาดูโรคร้ายที่เราต้องระวังกันหน่อยดีกว่า โรคร้ายที่ต้องระวัง อาจติดจากแม่สู่ลูกในครรภ์โดยไม่รู้ตัว! มารู้จัก โรคร้ายที่ต้องระวัง ที่อาจติดจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้ 1. ธาลัสซีเมีย – โรคร้ายที่ต้องระวัง อาจติดจากแม่สู่ลูกในครรภ์โดยไม่รู้ตัว โรคธาลัสซีเมีย หรือโรคเลือดจาง เป็นโรคร้ายที่อันตรายมากกับตัวเด็ก สามารถติดได้ทั้งจากฝ่ายพ่อและแม่ ซึ่ส่วนใหญ่จะเป็นพาหะแฝงมาแล้งมาลงที่ตัวลูกเสียมากกว่า ทั้งนี้จะสามารถตรวจเจอในเด็กได้ตั้งแต่อายึประมาณหกเดือนไปจนถึงหนึ่งปี สามารถสังเกตด้วยสายตาได้ว่าเด็กจะมีความตัวซีดผิดปกติ บางรายอาจมีความผิดปกติทางด้านกระดูกด้วยทำให้หน้าตาผิดรูปไป ฟันเหยินออกมา ภายในร่างกายระบบม้ามจะผิดปกติ มีขนาดโตกว่าปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กที่เกิดออกมาเป็นธาลัสซีเมียควรตรวจเชื้อของทั้งพ่อแม่ให้เรียบร้อยก่อน และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถมีลูกได้หรือไม่ 2. ฮีโมฟีเลีย – โรคร้ายที่ต้องระวัง อาจติดจากแม่สู่ลูกในครรภ์โดยไม่รู้ตัว โรคนี้เป็นโรคที่แทบดูไม่ออกเลยว่าพ่อแม่คนไหนมีอาการแบบนี้เพราะเป็นโรคที่ทำให้ผิวหนังของเด็กที่คลอดออกมามีความอ่อนแอ เกิดการฟกช้ำได้ง่าย เพียงการกดกระแทกแรง ๆ ก็สามารถทำให้เลือดออกและเป็นแผลช้ำได้แล้ว ถือเป็นโรคที่ดูไม่รุนแรงแต่อันตรายและต้องระวังให้อยู่ในสายตาตลอด เพราะหากเกิดอุบัติเหตุใหญ่เลือดอาจไหลไม่หยุดและทำให้เสียชีวิตได้ 3. G6PD – โรคร้ายที่ต้องระวัง อาจติดจากแม่สู่ลูกในครรภ์โดยไม่รู้ตัว โรคที่ทำให้เลือดในตัวเด็กมีความผิดปกติ มีตัวซีดเหลือง นับเป็นความผิดปกติของยีนส์อย่างหนึ่ง เป็นโรคที่ถ่ายทอดจากตัวแม่สู่ลูก ซึ่งลูกชายจะมีโอกาสได้รับยีนส์ตัวนี้มากกว่าลูกสาว อย่างไรก็ตามหากตรวจพบว่าทางฝ่ายแม่อาจมีความผิดปกติของยีนส์ได้ สามารถใช้วิธีทำเด็กหลอดแก้วแทนเพื่อให้ได้ยีนส์ตัวที่แข็งแรงเพื่อลูกที่ออกมามีความปกตินั่นเอง ติดตามบทความ แม่และเด็ก เรื่องราวดีๆเกี่ยวกับ การเลี้ยงลูก เทคนิควิธีการดูแลลูก ได้ที่นี้

joom December 11, 2020

ช่วงท้องนี่เป็นช่วงที่คุณแม่หลายคนอาจจะมีความสุขกับการรับประทานอาหารมากขึ้นก็เป็นได้ แม้อาหารบางประเภทจะต้องงดและลดลงไปบ้างแต่เมนูส่วนใหญ่ก็สามารถรับประทานได้ทั้งนั้นเลย ยิ่งบ้านเราเป็นเมืองที่ทีอาหารปรุงสุกใหม่ที่หลากหลายด้วยแล้วอาจเป็นสวรรค์ของสายกินเลยก็ได้เพราะเราไม่มีข้ออ้างให้ต้องกลัวอ้วนแล้วอย่างไรล่ะ และยิ่งใครที่ชอบกินของเผ็ด ๆ เปรี้ยวด้วยแล้วเวลาท้องจะยิ่งอยากเข้าไปใหญ่ ซึ่งอาหารพวกนี้ช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ด้วยอีกนะ เอาล่ะครั้งนี้เราของแนะนำ อาหารรสแซ่บที่คนท้องกินได้ ท้องแล้วก็กินของเผ็ดได้! แนะนำ อาหารรสแซ่บที่คนท้องกินได้ 1. ยำกุ้งนางตะไคร้หอม – แนะนำ อาหารรสแซ่บที่คนท้องกินได้ ท้องแล้วก็กินของเผ็ดได้ อาหารแซ่บ ๆ ดีต่อสุขภาพก็ต้องยกให้เครื่องกลิ่นหอมอย่างตะไคร้กันเสียหน่อยและเมนูที่อยากแนะนำคือ ยำกุ้งนางตะไคร้หอม แน่นอนกุ้งต้องสุกนะจ้ะ เพราะคนท้องไม่ควรกินของดิบใด ๆ เลย ถึงใครจะชอบกินปลาดิบ กุ้งดิบแค่ไหนช่วงนี้พักไปก่อนได้เลย 2. ตำสายบัว – แนะนำ อาหารรสแซ่บที่คนท้องกินได้ ท้องแล้วก็กินของเผ็ดได้จะกินตำไทยหลายคนอาจจะเบื่อแล้วมาลองกินตำสายบัวกันดูได้นะ เพราะสายบัวมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณแม่เช่นกัน มีสรรพคุณช่วยบำรุงครรภ์ และขับความร้อนออกจากร่างกายอีกด้วยนะ ยิ่งตัวคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะตัวร้อนกว่าปกติ เหงื่อออกง่ายยิ่งเหมาะกับการกินสายบัวใหญ่เลย ยิ่งถ้าทาดคู่กับปลาทอดนะยิ่งครบเครื่องความอร่อย แซ่บสุด ๆ ไปเลยล่ะ 3. ตำดอกไม้ทอด – แนะนำ อาหารรสแซ่บที่คนท้องกินได้ ท้องแล้วก็กินของเผ็ดได้ อีกเมนูส้มตำที่มีประโยชน์และค่อนข้างดีต่อสุขภาพมีกากใยอาหารรวมถึงมากวิตามินนั่นคือ ตำดอกไม้ทอด ใครไม่เคยลองก็ลองสรรหามากินกันดูได้นะ ทานเป็นของกินเล่นก็ดีไม่น้อยเลยล่ะ 4. ยำเห็ดรวม […]

joom December 9, 2020

ในขณะนี้คุณแม่หลายๆ คนที่กำลังเตรียมตัว วางแพลน กับว่าตัวเองว่าควรจะคลอดลูกแบบไหนมากกว่ากันดี ระหว่าง คลอดลูกธรรมชาติ VS ผ่าคลอด แต่ยังไม่แน่ใจว่าการคลอดลูกทั้งสองแบบมีความแตกต่างและข้อดีขอเสียต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณแม่ทั้งหลายสามารถเปรียบเทียบได้มากขึ้นเราจึงได้ทำการเปรียบเทียบการคลอดบุตรทั้งสองกรณีด้วยแบ่งเป็นห้าหัวข้อด้วยกัน เปรียบเทียบการคลอดแบบธรรมชาติและการผ่าคลอด ความแตกต่างระหว่างการ คลอดลูกธรรมชาติ VS ผ่าคลอด 1. ค่าใช้จ่าย – เปรียบเทียบการ คลอดลูกธรรมชาติ VS ผ่าคลอด การคลอดเองจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและสารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ เพราะไม่ค่อยมีเหตุให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทว่าการผ่าคลอดต้องใช้อุปกรณ์และแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางจึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงตามมา นอกจากนี้ยังอาจมีค่าใช้ง่ายเพิ่มขึ้นมาอีกทั้งการเย็บท้อง การพักฟื้น และอื่น ๆ อีกมากมาย 2. ก่อนคลอด – เปรียบเทียบการ คลอดลูกธรรมชาติ VS ผ่าคลอด การคลอดเองต้องรอให้เด็กกลับหัวก่อนและถุงน้ำคร่ำแตกเพื่อให้เด็กออกมาได้ แต่การคลอดแบบผ่าจะเป็นการนับวันและกำหนดว่าจะเอาเด็กออกมาช่วงไหน ส่วนมากที่เด็กไม่กลับหัวก็ต้องผ่าคลอดได้อย่างเดียวเท่านั้น ก่อนผ่าคลอดคุณแม่ต้องอดอาหารประมาณแปดชั่วโมงและต้องดมยาสลบเพื่อให้คุณหมอผ่าเอาลูกออกมา 3. ขณะที่คลอด – เปรียบเทียบการ คลอดลูกธรรมชาติ VS ผ่าคลอด การคลอดเองหมอจะชัดกรีดฝีเย็บเพื่อให้ปากมดลูกเปิดออกง่ายขึ้น ขณะที่เบ่งลูกออกมาคุณแม่จะเจ็บมดลูกอย่างมากแต่เมื่อคลอดออกมาได้คุณแม่จะหายเจ็บในทันทีและแผลค่อนข้างฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว ในขณะที่ผ่าคลอดหลังจากที่คุณแม่สลบไปแล้วคุณหมอจะผ่าเอาตัวเด็กพร้อมกับรกออกมาแล้วเย็บท้องกลับเหมือนเดิม 4. หลังการคลอด – เปรียบเทียบการ […]

joom December 7, 2020

เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่หลาย ๆ ท่านมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยงาม อย่างการดูแลผิวสักเท่าไรนัก เพราะด้วยร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนเพลีย และทำอะไรไม่ค่อยสะดวก จนบางครั้งแทบไม่อยากจะขยับตัวทำอะไรเสียด้วยซ้ำ นอกจากนอนนิ่ง ๆ จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งเมื่อส่องกระจกและพบว่านี้เราโทรมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน วันนี้เรามี 4 วิธีดูแลผิวคุณแม่ตั้งครรภ์ มาแนะนำ แนะนำ 4 วิธีดูแลผิวคุณแม่ตั้งครรภ์ ทำไมเห็นดารา เซเลบหลายคนถึงแม้จะตั้งครรภ์ก็ยังดูเปล่งปลั่ง สวยใส มีน้ำมีนวล ผิดกับฉันขนาดนี้ ไม่ได้แล้ว !! จะนิ่งนอนใจอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องลุกขึ้นมาดูแลผิวพรรณของตัวเองบ้าง จะได้ดูสวยใสอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการดูแลผิวตามแบบฉบับเดิมจะส่งผลกระทบอะไรต่อลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์หรือไม่ ขอให้หมดกังวลในเรื่องนั้นไปได้เลย เพราะเราได้รวบรวม 4 วิธีดูแลผิวคุณแม่ตั้งครรภ์ ให้เปล่งปลั่ง และไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยมาให้แล้ว ตามไปดูกันเลย !! 1.ทานผัก-ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงผิว หากเป็นวิธีธรรมชาติ อะไรจะบำรุงผิวพรรณได้ดีกว่าการทานผัก-ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อย่างมะเขือเทศ ส้ม หรือฝรั่ง เพราะผัก-ผลไม้ เหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยในการปกป้องเซลล์ที่เสื่อมสภาพ ซึ่งเป็น วิธีดูแลผิวคุณแม่ตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการลดริ้วรอย รอยดำคล้ำ และช่วยปรับผิวให้สว่างสดใสราศีจับอีกด้วย อีกทั้งการทานผัก-ผลไม้นั้นยังเป็นผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย 2.หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด เพราะแสงแดดจัดเป็นศัตรูตัวร้ายต่อการดูแลผิว และเมื่อตั้งครรภ์ ผิวหน้าจะมีความหมองคล้ำขึ้นอยู่แล้ว […]

joom December 5, 2020

สถิติทั่วโลกในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากกรณีที่คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคนใกล้ชิดลืมเด็กในรถเกือบ 700 ราย !! ถือเป็นอัตราตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ เพราะการลืมเด็กในรถดูจะเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่เราก็มักเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นบ่อยครั้งจากการรายงานของสื่อต่าง ๆ ซึ่งอาจมีเด็กบางคนโชคดีที่คุณพ่อ คุณแม่ หรือรถโรงเรียนรู้ตัวได้ทัน และรีบออกค้นหาจนไปเจอ แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ไม่ได้โชคดี ต้องติดอยู่ในรถเป็นเวลานานจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งการเสียชีวิตเมื่อลืมเด็กในรถส่วนมากจะเกิดจากอุณหภูมิที่สูงเกินกว่าเด็กจะรับได้ และคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก เราจึงได้รวบรวม 4 เทคนิคที่ผู้ใกล้ชิดเด็กต้องจำและนำไปใช้ เพื่อช่วย ป้องกันการลืมเด็กไว้ในรถ !! แนะนำ แนวทางปฏิบัติ ป้องกันการลืมเด็กไว้ในรถ ระวังมากกว่าเดิมเมื่อกิจวัตรต่างไปจากเดิม เมื่อเด็กอยู่กับเราเป็นเวลานาน จะมีบางครั้งที่เรามักหลงลืมไปบ้าง จากความเคยชินได้ ดังนั้นเราจึงควรจงระวังมากกว่าเดิมเมื่อกิจวัตรประจำวันของคุณต่างไปจากเดิม เพราะจะทำให้ ป้องกันการลืมเด็กไว้ในรถ ลดความเสี่ยงลืมเด็กในรถได้ เช่น เมื่อคุณต้องแวะทำธุระระหว่างทางที่ค่อนข้างกินเวลานาน ก่อนจะขับรถกลับบ้านและนำเด็กออกจากรถตามปกติ วางสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเด็กไว้ที่เบาะหน้ารถ ในกรณีที่เด็กยังเล็ก จำเป็นต้องนั่งคาร์ซีทอยู่ที่เบาะด้านหลัง หรือเด็กไม่ชอบนั่งข้างหน้า คุณควรวางสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเด็กไว้ที่เบาะหน้ารถ เพื่อจะได้ย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเราพาเด็กนั่งมาด้วย ไม่เช่นนั้นคุณอาจลืมเด็กในรถ เนื่องจากมัวแต่มีสมาธิกับการขับรถ และเร่งรีบทำธุระที่เร่งด่วน โดยของที่วางไว้ด้านหน้าอาจเป็นของเล่น ขวดนม หรือผ้าอ้อมก็ได้ วางของที่จำเป็นต้องใช้ไว้ที่เบาะหลัง […]

joom December 3, 2020

คุณแม่หลายท่านที่แพลนจะมีลูกและเลือกวิธีคลอดโดยการผ่าคลอดเนื่องจากกลัวการคลอดแบบธรรมชาติจากความเชื่อผิด ๆ ว่าการคลอดแบบธรรมชาติให้ผลลัพธ์เป็นลบ และอาจต้องพักฟื้นมากกว่าการผ่าคลอดซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพื่อทำให้คุณแม่หลาย ๆ คนเข้าใจเกี่ยวกับการคลอดแบบธรรมชาติมากขึ้นเราจึงได้รวม 4 ความเชื่อ ที่ไม่จริงเกี่ยวกับ การคลอดแบบธรรมชาติ เพื่อให้คุณแม่มีทางเลือกในการคลอดบุตรมากขึ้นนั่นเอง ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การคลอดแบบธรรมชาติ 1. ร่างกายต้องมีความพร้อมมาก ๆ – ความเชื่อ ที่ไม่จริงเกี่ยวกับ การคลอดแบบธรรมชาติ เป็นความเชื่อผิด ๆ ว่าร่างกายของคุณแม่ต้องพร้อมและแข็งแรงมาก ๆ ทว่าความเป็นจริงแล้วธรรมชาติสร้างให้ผู้หญิงทุกคนสามารถคลอดลูกโดยธรรมชาติได้ โดยไม่เป็นภาระที่มากเกินไปสำหรับร่างกาย ดังนั้นแล้วไม่เกี่ยวว่าร่างกายจะพร้อมหรือไม่พร้อมการคลอดลูกแบบธรรมชาติเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ 2. ไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือ ไม่ควรใช้เครื่องมือ – ความเชื่อ ที่ไม่จริงเกี่ยวกับ การคลอดแบบธรรมชาติ เป็นความเชื่อผิด ๆ หลายคนคิดว่าการคลอดแบบธรรมชาติคือคุณแม่ต้องเบ่งคลอดด้วยตนเอง และรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลาย ๆ คนกลัวที่จะต้องเบ่งคลอดเอง ทั้งนี้ตามความเป็นจริงแล้วแพทย์เตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลืออยู่ตลอดทั้งการให้ออกซิโทซินแก่เด็กหากน้ำคร่ำแตกนานเกินสองวัน หรือใช้คีมช่วยเพื่อให้เด็กออกมาเมื่อพบว่าคุณแม่มีแรงเบ่งไม่เพียงพอเป็นต้น 3. เจ็บท้องมากกว่าและนานกว่า – ความเชื่อ ที่ไม่จริงเกี่ยวกับ การคลอดแบบธรรมชาติ เป็นความเชื่อผิด ๆ ด้วยความคิดที่ว่าคุณแม่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาที่คลอดแบบธรรมชาติจึงเป็นความคิดที่ว่าต้องเจ็บมากกว่าการที่มีคนทำคลอดให้ด้วยวิธีผ่าคลอด […]

joom December 1, 2020

            ออทิสติก (Autistic) เป็นความบกพร่องของพัฒนาการเด็กที่แสดงอาการออกมาตั้งแต่ยังเป็นทารก ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติในการเลี้ยงดู แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ซึ่ง เด็กออทิสติก มักมีอาการลมชัก ไข้สูง หรือมีคลื่นสมองผิดปกติ ต้องรับยาทันที ลักษณะ อาการ เด็กออทิสติก            สมอง เด็กออทิสติก มีลักษณะผิดปกติสองแห่ง คือสมองส่วนที่ควบคุมความจำ อารมณ์ และแรงจูงใจ กับสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย  ส่งผลถึงความบกพร่องของพัฒนาการด้านสังคมและภาษาพูด ทำให้เด็กมีอาการหรือแสดงพฤติกรรมที่ซ้ำๆ               สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งได้ลูกน้อยเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว ควรสังเกตลูกของคุณตั้งแต่วัยทารก ว่าเขาสบตากับพ่อแม่หรือสบตาคนอุ้มหรือไม่ เพราะ เด็กออทิสติก จะแสดงอาการไม่สบตาใคร ร้องไห้งอแงเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเกิดเสียงก็จะไม่แสดงอาการหันไปตามเสียง หรือไม่เล่นกับเสียง             หลังจากนั้น ช่วงสองขวบปีแรกถ้าเด็กปกติจะเริ่มหัดพูด แต่เด็กออทิสติกจะไม่ยอมพูด หรืออาจพูดออกมาเป็นคำแล้วหยุดพูด หากคุณสอนเขาให้พูด เด็กออทิสติกจะพูดตามได้แต่ไม่ทราบความหมาย และมักมีอาการพูดทวนคำซ้ำๆ แทบไม่สนใจคนรอบข้าง และสนใจเฉพาะของเล่นบางประเภท  เวลาเล่นอะไรก็เล่นคนเดียว ชอบทำอะไรซ้ำเดิม ไม่สนใจฟังเสียงเรียกของคุณพ่อคุณแม่ และยังมีอาการไม่สบตากับใครเช่นเดิม             เด็กออทิสติก มักจะเป็นเพศชายมากกว่าหญิงถึงสี่เท่า ในช่วงสองถึงสามขวบ เด็กจะมีปัญหาเรื่องการพูด หรือการสื่อความหมายและการใช้ภาษา […]

joom November 29, 2020

            โรคซึมเศร้าหลังคลอด จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับผู้หญิงทั้งร่างกายและจิตใจ เกี่ยวกับในเรื่องของการปรับสภาวะอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ความเครียด ความกังวลในเรื่องต่างๆ ทั้งก่อนการคลอดและหลังการคลอด ฮอร์โมนมีการปรับเปลี่ยนขึ้นลงอย่างรวดเร็ว มีอารมณ์ที่อ่อนไหวง่ายมาก รู้สึกโดดเดี่ยว เบื่ออาหาร เป็นต้น รวมทั้งการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมหลังคลอด ไม่สามารถปรับตัวได้ อาการ โรคซึมเศร้าหลังคลอด                โรคซึมเศร้าหลังคลอด จะมีอาการเดียวกันกับโรคซึมเศร้าทั่วไป ที่แตกต่างกัน คือ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย อารมณ์อ่อนไหวกว่าโรคซึมเศร้าทั่วๆ ไป โรคซึมเศร้าหลังคลอดมีระดับความรุนแรงตามอาการ ทั้งหมด 3 ระดับ ดังนี้ ระดับที่หนึ่ง ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด ระดับที่สอง โรคซึมเศร้าหลังคลอด และระดับที่สาม โรคจิตหลังคลอด ทั้งสามระดับนี้ ความรุนแรงของอาการ การรักษามีความแตกต่างกัน แต่ระดับที่มีความรุนแรงมากที่สุด นั่นก็คือ ระดับที่สาม                คุณแม่ที่ป่วยเป็น โรคซึมเศร้าหลังคลอด มักจะหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ความสนใจในการดูแลลูกน้อยลง ซึ่งมีปัจจัยหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ ได้แก่ สมาชิกในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มีสภาวะซึมเศร้าในช่วงที่ตั้งครรภ์ มีความกดดันจากสภาพแวดล้อม ได้แก่ ตกงาน […]

joom November 27, 2020

คงจะเป็นความเชื่อแบบผิดๆกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายกับการเลี้ยงลูก ลูกยิ่งอ้วน ยิ่งน่ารักน่าหยิก ใครเห็นก็ต้องชอบ แต่จริงแล้วการปล่อยให้ลูกอ้วนจนเกินไปจะดีจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าหากมีการเลี้ยงการดูแลตามมาตรฐานของเด็กเล็ก ก็ต้องมีการเทียบ อายุ น้ำหนัก และส่วนสูง ว่าอยู่ตามเกณฑ์หรือไม่ หากมากหรือน้อยเกินก็ต้องปรับลดนมหรืออาหาร ให้ลูกได้น้ำหนักตามเกณฑ์ และต้องรู้ด้วยว่าตามพัฒนาการของลูกจะต้องเสริมอาหารอะไรบ้าง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องใส่ใจมากๆนะคะ วันนี้แอดมีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เป็น สาเหตุลูกอ้วน เกินมาตรฐาน ที่คุณแม่หลายๆ ท่าน มองข้าม มาฝาก สาเหตุลูกอ้วน เกินมาตรฐาน ลูกอ้วนจนเกินไป สาเหตุลูกอ้วน ลูกที่ไม่ได้ดูดนมแม่หรือจำเป็นจะต้องดูดนมชงจากขวด อาจจะมีปัญหาเรื่องโรคอ้วนได้ เนื่องจากเมื่อเด็กต้องดูดนมจากขวดจะไม่สามารถควบคุมปริมาณของนมได้ เพราะลูกจะดูดไปเรื่อยๆถึงแม้ว่าจะอิ่มแล้ว และน้ำนมจะไหลเร็ว ยิ่งให้นมลูก ลูกก็ยิ่งอ้วน เพราะฉะนั้นการให้นมแม่จะดีที่สุด คุณแม่ต้องพยายามบำรุงให้ร่างกายผลิตน้ำนมให้ได้มากและเพียงพอกับลูก สาเหตุลูกอ้วน อาหารที่จะนำมาป้อนลูกก็ให้ได้ตามเกณฑ์ อย่าได้ตามใจคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย เรื่องการป้อนอาหาร อย่างไรก็ต้องพยายามพูดคุยหรือหลีกเลี่ยง ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะคะ แต่คนโบราณจะเชื่อว่าควรจะเลี้ยงให้ลูกอ้วนไว้จะดีกว่า กินอิ่มนอนหลับง่าย หลับนาน ก็ประมาณนี้ ส่วนในเรื่องอาหารจะมีคู่มือในการควบคุมไม่ให้เด็กอ้วนหรือน้ำหนักเกิน สำหรับเด็กอายุเท่าไรควรป้อนอาหารอะไร ปริมาณเท่าไร หากไม่ทราบจริงๆจะปรึกษาแพทย์ หรือหาคู่มือการเลี้ยงลูกมาก็ช่วยได้ ส่วนของคุณพ่อคุณแม่ที่มีการฝากครรภ์ ตั้งแต่แรกจะมีสมุดชมพูที่ได้จาก รพ. […]